วันอังคารที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ภาพกิจกรรม




จัดทำบล็อก

                           
                                                    นำไวนิลไปติดที่บอร์ดของวัดบางดี


ติดไวนิลไว้ที่บอร์ด


                                      ติดไวนิลที่บอร์ดของวัดบางดีเสร็จสมบูรณ์


ติดไวนิลที่ศาลาธรรมะเสร็จสมบูรณ์



จัดทำหนังสือ E-book

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

wellcome to BuddhaDay

       ยินดีต้อนรับสู่วันสำคัญของพระพุทธเจ้า
     วันสำคัญทางศาสนาพุทธ นิยมระบุตามปฏิทินจันทรคติ โดยปกติจะเป็นวันที่เคยมีเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งพุทธกาลหรือเมื่อถึงกำหนดต้องปฏิบัติประเพณีสำคัญตามธรรมเนียมในศาสนาพุทธ
วันอาสาฬหบูชา


                          ภาพจากอินเตอร์เน็ต

ความสำคัญวันอาสาฬหบูชา

       วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสีแคว้นมคธ 
จนพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์  ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช45 ปี และพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรมซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า"เอหิภิกขุอุปสัมปทา" นับเป็น"ปฐมสาวก" ของพระพุทธเจ้า


                        ภาพจากอินเตอร์เน็ต

เหตุการณ์สำคัญวันอาสาฬหบูชา  ในวันนี้มีถึง 4 ประการ ด้วยกันคือ 

  1.เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา
  2.เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก
  3.เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก
  4.เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ 
พระสังฆรัตนะ
                                                                  
หลักธรรมของวันอาสาฬหบูชา
พระพุทธองค์ทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนที่นับถือหลักธรรมคำสอนของพระองค์ในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโดยที่พระองค์ทรงกล่าวถึง ข้อธรรม ๓ ประการ คือ

๑. ทางอันลามก ทางอันไม่ควรดำเนิน คือการปฏิบัติอย่างสุดโต่ง เป็นทางไม่บรรลุทั้งสิ้น ๒ ประการ คือ

๑) กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบกามสุขอย่างสุดยอดของความสุขในกามาวจรในกามคุณอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ (อันทำให้ต้องเวียนวายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ รูปพรหม ๑๖ และอรูปพรหม ๔) ซึ่งพระโพธิสัตว์ทรงดำรงอยู่ตลอด ๒๙ ปี ก่อนที่จะออกมหาภิเนษกรมณ์(ออกผนวช)

๒) อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความลำบากแก่ตนเองหรือบีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อนลำบากอย่างที่สุดที่ไม่มีใครสามารถทำได้ เป็นมิจฉัตตะ ๑๐ (มิจฉาทิฏฐิ----มิจฉาวิมุตติ)พระมหาโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นระยะเวลา ๖ ปี ทรงพบว่าทั้ง ๒ ประการนี้ มิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม

๒. ทางอันประเสริฐ(อริยมรรค) ทางที่ควรดำเนิน ได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา(ทางสายกลาง) คือหลักธรรม ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์

ข้อปฏิบัติที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงหลุดพ้นจากสังสารวัฏ อันเป็นทางปฏิบัติอันประณีตของพระอริยบุคคลโดยแท้ ได้แก่ อริยมัคค์มีองค์ ๘ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ปัญญา ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา วาจาชอบ, สัมมากัมมันตะ การงานชอบ, สัมมาอาชีวะ การเลียงชีวิตชอบ, สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ, สัมมาสติ ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ ( อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง)เมื่อแยกออกเป็นการปฏิบัตินั้นคือ พระมหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต และธรรมทางสายเอกเพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน

๓. อริยสัจจ์ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุก ๆคน

ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกันทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด แก่ เจ็บป่วย และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆอาทิ ความยากจนเป็นต้น

สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาที่ก่อให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่าทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดนั้น คือ มูลตัญหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลุ่มหลง ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น

นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น ต้องแก้ไขตามวิธีแก้ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น มีสัมมาสมาธิเป็นเบื้องปลาย

มรรค คือ การปฏิบัติเพื่อกำจัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ(อริยมัคค์ มีองค์ ๘)

๑) กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบกามสุขอย่างสุดยอดของความสุขในกามาวจรในกามคุณอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ (อันทำให้ต้องเวียนวายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ รูปพรหม ๑๖ และอรูปพรหม ๔) ซึ่งพระโพธิสัตว์ทรงดำรงอยู่ตลอด ๒๙ ปี ก่อนที่จะออกมหาภิเนษกรมณ์(ออกผนวช)

๒) อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความลำบากแก่ตนเองหรือบีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อนลำบากอย่างที่สุดที่ไม่มีใครสามารถทำได้ เป็นมิจฉัตตะ ๑๐ (มิจฉาทิฏฐิ----มิจฉาวิมุตติ)พระมหาโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นระยะเวลา ๖ ปี ทรงพบว่าทั้ง ๒ ประการนี้ มิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม

๒. ทางอันประเสริฐ(อริยมรรค) ทางที่ควรดำเนิน ได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา(ทางสายกลาง) คือหลักธรรม ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์

ข้อปฏิบัติที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงหลุดพ้นจากสังสารวัฏ อันเป็นทางปฏิบัติอันประณีตของพระอริยบุคคลโดยแท้ ได้แก่ อริยมัคค์มีองค์ ๘ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ปัญญา ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา วาจาชอบ, สัมมากัมมันตะ การงานชอบ, สัมมาอาชีวะ การเลียงชีวิตชอบ, สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ, สัมมาสติ ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ ( อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง)เมื่อแยกออกเป็นการปฏิบัตินั้นคือ พระมหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต และธรรมทางสายเอกเพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน

๓. อริยสัจจ์ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุก ๆคน

ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกันทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด แก่ เจ็บป่วย และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆอาทิ ความยากจนเป็นต้น

สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาที่ก่อให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่าทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดนั้น คือ มูลตัญหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลุ่มหลง ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น

นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น ต้องแก้ไขตามวิธีแก้ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น มีสัมมาสมาธิเป็นเบื้องปลาย

มรรค คือ การปฏิบัติเพื่อกำจัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ

                                             ปณิตา  แสงจันทร์

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา




ภาพจากอินเตอร์เน็ต



 ความหมายวันวิสาขบูชา
                
           ความหมาย คำว่า "วิสาขบูชา" หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก     " วิสาขปุรณบูชา " แปลว่า " การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ " ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗ 

 ความสำคัญวันวิสาขบูชา

        เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ


ภาพจากอินเตอร์เน็ต
                                             
          ๑. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี



                                          
                                       ภาพจากอินเตอร์เน็ต

          ๒. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี 


                                          ภาพจากอินเตอร์เน็ต

          ๓. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ 
     
       นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก

กิจกรรมในวันวิสาขบูชา

                                                            ภาพจากอินเตอร์เน็ต

กิจกรรมที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติใน วันวิสาขบูชา ได้แก่

1. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร
2. จัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัด และปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
3. ปล่อยนกปล่อยปลา เพื่อสร้างบุญสร้างกุศล
4. ร่วมเวียนเทียนในวัดตอนค่ำ
5. ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
6. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาตามโรงเรียน หรือสถานที่ราชการ ต่างๆ
7. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ
8. บำเพ็ญสาธารณประโยชน์
                                                                                      พัณณิตา  ชูเมือ


วันเข้าพรรษา

วันเข้าพรรษา

                                                                
                          ภาพจากอินเตอร์เน็ต

 ความสำคัญวันเข้าพรรษา

       วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาวันหนึ่ง ที่พระสงฆ์อธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดช่วงฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น 

      "เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่นๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน คือ เริ่มตั้งแต่วันแรม1ค่ำ เดือน8 ของทุกปี เรียกว่า "ปุริมพรรษา" ถ้าปีใดมีเดือน8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม1 ค่ำ เดือนแปดหลัง และออกพรรษาในวันขึ้น15ค่ำ เดือน11 เรียกว่า "ปัจฉิมพรรษา" เว้นแต่มีกิจธุระคือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า"สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

สำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน7วัน ได้แก่

 1.การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย
 2.การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้
 3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด
 4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้

                                           
                                      นางสาวพรทิพย์  แซ่เฮ้ง 

ประเพณีในวันเข้าพรรษาในประเทศไทยมีประเพณีมากมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าจำพรรษาของพระสงฆ์ไทยมาช้านาน   ดังปรากฏประเพณีมากมายที่เกี่ยวกับการเข้าจำพรรษา  เช่น  ประเพณีถวายเทียนพรรษา แก่พระสงฆ์เพื่อจุดบูชาตามอารามและเพื่อถวายให้พระสงฆ์สามเณรนำไปจุดเพื่ออ่านคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาในระหว่างเข้าจำพรรษา   ประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน   หรือผ้าวัสสิกสาฏก แก่พระสงฆ์ก่อนเข้าพรรษา เพื่อให้พระสงฆ์นำไปใช้สรงน้ำฝนในพรรษา  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่พุทธศาสนิกชนไทยถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีคือ   ประเพณีถวายผ้ากฐิน   ที่จัดหลังพระสงฆ์ปวารณาออกพรรษ า เพื่อถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์ที่จำครบพรรษาจะได้กรานและได้รับอานิสงส์กฐินเเละยังมีประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา


                                                         ประเพณีถวายเทียนพรรษา




       ภาพจากอินเตอร์เน็ต



ประเพณีการถวายผ้าอาบน้ำฝน


  ภาพจากอินเตอร์เน็ต



ประเพณีถวายผ้ากฐิน


ภาพจากอินเตอร์เน็ต   


ประเพณีหล่อเทียนเข้าพรรษา

                                                                
                                                               ภาพจากอินเตอร์เน็ต

                                                                                              นางสาวธิดารัตน์ สิ้มใต้ยิ้น

การปฏิบัติตนวันเข้าพรรษา 

                         ภาพจากอินเตอร์เน็ต
    
     ในวันนี้หรือก่อนวันนี้หนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนมักจะจัดเครื่องสักการะเช่น ดอกไม้ ธูปเทียน
เครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น มาถวายพระภิกษุ สามเณร ที่ตนเคารพนับถือ ที่สำคัญคือ   มีประเพณีหล่อเทียนขนาดใหญ่เพื่อให้จุดบูชาพระประธานในโบสถ์อยู่ได้ตลอด 3 เดือน มีการประกวดเทียนพรรษา โดยจัดเป็นขบวนแห่ทั้งทางบกและทางน้ำ แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ ทำบุญรักษาศีลและชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่นๆ พอถึง วันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมและรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้น อบายมุขต่างๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลาน ของตนโดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับ อานิสงส์อย่างสูง

   
                        ภาพจากอินเตอร์เน็ต

กิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันเข้าพรรษา
   ๑. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษา
   ๒. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัย แก่ภิษุสามเณร
   ๓. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล
   ๔. อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ

                                             นายภรัณยู  คงเฝือ