ภาพจากอินเตอร์เน็ต
ความสำคัญวันอาสาฬหบูชา
วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน โดยแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง5 ได้แก่ พระโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสีแคว้นมคธ จนพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้บรรลุธรรมและขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา จึงถือว่าวันนี้มีพระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช45 ปี และพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรมซึ่งหลังจากปฐมเทศนา หรือเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงจบลง พระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จึงขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานอุปสมบทให้ด้วยวิธีที่เรียกว่า"เอหิภิกขุอุปสัมปทา" นับเป็น"ปฐมสาวก" ของพระพุทธเจ้า
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
เหตุการณ์สำคัญวันอาสาฬหบูชา ในวันนี้มีถึง 4 ประการ ด้วยกันคือ
1.เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา
2.เป็นวันแรกที่พระพุทธองค์ทรงได้ปฐมสาวก
3.เป็นวันแรกที่พระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก
4.เป็นวันแรกที่บังเกิดรัตนะครบสาม เป็นพระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ
หลักธรรมของวันอาสาฬหบูชา
พระพุทธองค์ทรงสอนให้พุทธศาสนิกชนที่นับถือหลักธรรมคำสอนของพระองค์ในพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรโดยที่พระองค์ทรงกล่าวถึง ข้อธรรม ๓ ประการ คือ
๑. ทางอันลามก ทางอันไม่ควรดำเนิน คือการปฏิบัติอย่างสุดโต่ง เป็นทางไม่บรรลุทั้งสิ้น ๒ ประการ คือ
๑) กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบกามสุขอย่างสุดยอดของความสุขในกามาวจรในกามคุณอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ (อันทำให้ต้องเวียนวายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ รูปพรหม ๑๖ และอรูปพรหม ๔) ซึ่งพระโพธิสัตว์ทรงดำรงอยู่ตลอด ๒๙ ปี ก่อนที่จะออกมหาภิเนษกรมณ์(ออกผนวช)
๒) อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความลำบากแก่ตนเองหรือบีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อนลำบากอย่างที่สุดที่ไม่มีใครสามารถทำได้ เป็นมิจฉัตตะ ๑๐ (มิจฉาทิฏฐิ----มิจฉาวิมุตติ)พระมหาโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นระยะเวลา ๖ ปี ทรงพบว่าทั้ง ๒ ประการนี้ มิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม
๒. ทางอันประเสริฐ(อริยมรรค) ทางที่ควรดำเนิน ได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา(ทางสายกลาง) คือหลักธรรม ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ข้อปฏิบัติที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงหลุดพ้นจากสังสารวัฏ อันเป็นทางปฏิบัติอันประณีตของพระอริยบุคคลโดยแท้ ได้แก่ อริยมัคค์มีองค์ ๘ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ปัญญา ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา วาจาชอบ, สัมมากัมมันตะ การงานชอบ, สัมมาอาชีวะ การเลียงชีวิตชอบ, สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ, สัมมาสติ ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ ( อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง)เมื่อแยกออกเป็นการปฏิบัตินั้นคือ พระมหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต และธรรมทางสายเอกเพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
๓. อริยสัจจ์ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุก ๆคน
ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกันทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด แก่ เจ็บป่วย และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆอาทิ ความยากจนเป็นต้น
สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาที่ก่อให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่าทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดนั้น คือ มูลตัญหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลุ่มหลง ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น
นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น ต้องแก้ไขตามวิธีแก้ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น มีสัมมาสมาธิเป็นเบื้องปลาย
มรรค คือ การปฏิบัติเพื่อกำจัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ(อริยมัคค์ มีองค์ ๘)
๑) กามสุขัลลิกานุโยค คือ การประกอบกามสุขอย่างสุดยอดของความสุขในกามาวจรในกามคุณอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธัมมารมณ์ (อันทำให้ต้องเวียนวายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษย์ ๑ เทวดา ๖ รูปพรหม ๑๖ และอรูปพรหม ๔) ซึ่งพระโพธิสัตว์ทรงดำรงอยู่ตลอด ๒๙ ปี ก่อนที่จะออกมหาภิเนษกรมณ์(ออกผนวช)
๒) อัตตกิลมถานุโยค คือ การประกอบความลำบากแก่ตนเองหรือบีบคั้นทรมานตนเองให้เดือดร้อนลำบากอย่างที่สุดที่ไม่มีใครสามารถทำได้ เป็นมิจฉัตตะ ๑๐ (มิจฉาทิฏฐิ----มิจฉาวิมุตติ)พระมหาโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาเป็นระยะเวลา ๖ ปี ทรงพบว่าทั้ง ๒ ประการนี้ มิใช่ทางแห่งการบรรลุธรรม
๒. ทางอันประเสริฐ(อริยมรรค) ทางที่ควรดำเนิน ได้แก่มัชฌิมาปฏิปทา(ทางสายกลาง) คือหลักธรรม ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ข้อปฏิบัติที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงหลุดพ้นจากสังสารวัฏ อันเป็นทางปฏิบัติอันประณีตของพระอริยบุคคลโดยแท้ ได้แก่ อริยมัคค์มีองค์ ๘ ประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ปัญญา ความเห็นชอบ, สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ, สัมมาวาจา วาจาชอบ, สัมมากัมมันตะ การงานชอบ, สัมมาอาชีวะ การเลียงชีวิตชอบ, สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ, สัมมาสติ ความระลึกชอบ, สัมมาสมาธิ ความตั้งใจชอบ ( อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง)เมื่อแยกออกเป็นการปฏิบัตินั้นคือ พระมหาสติปัฏฐาน ๔ กาย เวทนา จิต และธรรมทางสายเอกเพื่อมุ่งสู่พระนิพพาน
๓. อริยสัจจ์ ๔ คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุก ๆคน
ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกันทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐาน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด แก่ เจ็บป่วย และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือ ทุกข์ที่เกิดจาก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆอาทิ ความยากจนเป็นต้น
สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาที่ก่อให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่าทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดนั้น คือ มูลตัญหา อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลุ่มหลง ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น
นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น ต้องแก้ไขตามวิธีแก้ ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้น มีสัมมาสมาธิเป็นเบื้องปลาย
มรรค คือ การปฏิบัติเพื่อกำจัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ
ปณิตา แสงจันทร์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น